|
เขียนโดย Kanit Klai-Udom
|
|
Thursday, 08 May 2008 |
|
จากที่ผมได้นำบทความเกี่ยวกับ
ITIL
มาเล่าให้ฟัง
ก่อนหน้านี้
เลยมีผู้สนใจติดต่ออยากให้อธิบายรายละเอียด
ของ 10
กระบวนการกับ
อีก 1
ฟังก์ชั่นให้ฟัง
ผมก็เลยถือโอกาสนี้
แบ่งปันมุมมองที่ผมเข้าใจเกี่ยวกับ
กระบวนการต่างๆ
ให้ผู้ที่สนใจได้รับแลกเปลี่ยนกัน
ดังนี้ครับ
ที่จริงแล้วจำนวนกระบวนการ
หรือ
ฟังก์ชั่นไม่ใช้ประเด็นสำคัญ
ขึ้นอยู่กับการนำไป
implement
ของแต่ละหน่วยงานและเครื่องมือที่ใช้
เพราะเป้าหมายของ
ITIL
เพื่อสร้าง
แนวทางที่ดีที่สุด(Best
Practice)
ในการบริหารงาน
IT
โดยหลักแล้ว
ขั้นตอนเหล่านั้นจะสามารถแยกเป็นสองกลุ่มตามมุมมองของ
User(ทั้งภายในและภายนอก)
และ
ความต้องการของธุรกิจ(ขอขยายความคำนี้
หน่อย
คำว่าความต้องการทางธุรกิจ
นี่คือขอบเขตหรือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจคิดว่ามากเพียงพอต่อธุรกิจ
เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้)จะเห็นว่า
โดยแนวความคิด
Customer หรือ User Focus
เราจึงอธิบายกระบวนการแบบ
Top Down คือ
เอาความต้องการของ
User
เป็นที่ตั้ง
เพื่อกำหนดบริการที่ดีที่สุดตามที่
User ต้องการ (Best
Practice)
เหตุที่เราใช้ความต้องการของ
User
เป็นที่ตั้งเพราะ
ธุรกิจส่งผ่านความต้องการต่างๆเพื่อเสริมธุรกิจผ่านทางผู้ปฏิบัติงานหรือ
User นั่นเอง
และ
หน่วยงาน IT
ในฐานะผู้
Support
ให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างสอดคล้องและเหมาะสมจึงต้องอาศัยข้อมูลจาก
ผู้ปฏิบัติงานเหล่านี้.

ดังนั้นโดยภาพรวม
กระบวนการใหญ่ๆมีเพียงสองกระบวนการคือ
Service Support
เพื่อรับและตอบสนองความต้องการของ
User โดยอาศัย
Service
ที่ได้รับการจัดสันมาจากส่วนที่สองคือ
Service delivery
ตามกระบวนการดังนี้
Service Support
1. Incident Management -
เป็นกระบวนการที่เราจัดให้มีขึ้น
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ
User เช่น
การรับเรื่อง,
การตอบคำถามเบื่องต้น,
กำหนดวิธีการชี้แจงสถานะของปัญหา,
เพื่อส่งต่อไปยังขั้นตอนต่อไป
-
อธิบายโดยอริยสัจ
4
ส่วนนี้คือ
ทุกข์
2. Problem Management -
เป็นกระบวนการถัดจาก
ขั้นตอน Incident
Management
โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานต่างๆที่ส่วน
Incident Management
รับมาเพื่อจัดการกับปัญหา
เช่น
แยกประเภทปัญหา,
ระบุปัญหา,
สร้างสมมุติฐานของปัญหา
และวิเคราะห์ที่มาของปัญหา
-
อธิบายโดยอริยสัจ
4
ส่วนนี้คือ
สมุทัย
3. Change Management -
เป็นกระบวนการเตรียมการเพื่อการแก้ปัญหา
เพราะการแก้ปัญหาไม่ว่าวิธีการใดก็จะมีผลกระทบต่อระบบเดิมไม่มากก็น้อย
การเตรียมการในกระบวนการนี้
เพื่อให้ทราบผลกระทบจากแนวทางของวิธีแก้ไขปัญหาที่เตรียมไว้แต่ละแบบ
ทำให้ทราบว่าหาก
เลือกแนวทางแก้ไขนั้นๆแล้วจะต้องจัดเตรียมหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดบ้าง
และ
เวลาที่เหมาะสมเป็นเมื่อใด
เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางแก้ปัญหาเหล่านั้นเป็นไปตามความต้องการของธุรกิจ
-
อธิบายโดยอริยสัจ
4
ส่วนนี้คือ
นิโรธ
4. Release Management -
เพราะธุรกิจอาจไม่สามารถรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแบบทันทีทันใด
โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการประสานงานกันมากๆ
การนำแนวทางแก้ไขมาใช้จึงต้องวางแผนและลำดับก่อนหลังในการนำแนวทางแก้ไขดังกล่าวมาใช้
-
อธิบายโดยอริยสัจ
4
ส่วนนี้คือ
องค์ประกอบหนึ่งในนิโรธ
5. Configuration Management -
เป็นกระบวนการบริหารผลการแก้ปัญหาหากปัญหาได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไขก็ควร
บันทึกหรือจัดเก็บวิธีการ
ค่า Configuration
เหล่านั้นเอาไว้เพื่อประโยชน์ภายหลังในการตรวจสอบและอ้างอิง
-
อธิบายโดยอริยสัจ
4
ส่วนนี้คือ
มรรค
จะเห็นว่า
กระบวนการดังกล่าว
5
ขั้นตอนด้านบนจะช่วยให้ปัญหาได้รับการบริหารตั้งแต่รับทราบปัญหาจนได้แนวทางแก้ไข
และหากเมื่อดำเนินตามกระบวนการดังกล่าวข้างต้นเราก็จะได้ฐานข้อมูลของการแก้ปัญหาเพื่อใช้รองรับและเป็นแนวทางในการรองรับปัญหาใหม่ๆต่อไป
ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มปัญหาซ้ำที่เกิดกับ
User
ที่ไม่ซ้ำ
หรือสามารถป้องกันปัญหา
ที่เกิดจากปัญหาอื่น
แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการด้านบนนั้น
ต้องอาศัยทรัพยากรที่ธุรกิจกำหนดให้
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินกระบวนการต่างๆด้านบนซึ่งขอบเขตของทรัพยากรนั้น
อยู่ในกลุ่มของ
Service Delivery นั้นเอง
Service Delivery
6. Financial Management -
กระบวนการนี้คือการวางแผนการลงทุนและกำหนดงบประมาณเพื่อใช้สร้างทรัพยากรให้แก่ธุรกิจ
ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญว่าระบบจะมีทรัพยากรในการรองรับกระบวนการด้านบนได้มากน้อยเพียงใด
7. Capacity Management -
กระบวนการนี้ก็เป็นพื้นฐานของระดับการบริการที่สำคัญ
เพราะเป็นการประเมินปริมาณทรัพยากรว่าสามารถให้บริการได้มากน้อยเพียงใด
8. Available Management -
กระบวนการนี้
เป็นการกำหนดความสำคัญและจำแนกว่าบริการใดที่ต้องสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
และหากไม่สามารถให้บริการได้จะกระทบต่อธุรกิจมากน้อยเพียงใด
โดยต้องคำนึงผลกระทบต่างๆ
เช่น
ระบบความปลอดภัย,
คุณภาพของระบบ,
ประกัน
9. IT Service continuity -
กระบวนการนี้เป็นส่วนสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่า
User
จะได้รับบริการอย่างน้อยแค่ไหน
เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินไปได้ไม่ติดขัดถึงแม้อาจจะไม่สะดวกหรือช้าลงแต่ยังคงต้องผ่าน
เงื่อนไขที่ว่า
ธุรกิจยังอยู่ได้ด้วยบริการที่ได้รับนั้น
เช่น
การมีระบบสำรองที่มีขนาดเล็กกว่า
เพื่อดำเนินกิจการต่างๆของธุรกิจตามเดิม
10. Service Level Management -
กระบวนการนี้คือพื้นฐานของกระบวนการทั้งหมดในส่วน
Service Support
โดยมีกระบวนการ
ที่ 6-9
เป็นทรัพยากรของกระบวนการนี้
จะเห็นว่า
ระดับการบริการจะดีมากน้อยก็อยู่ที่การบริหารทรัพยากรในกระบวนการนี้
นั่นเอง
อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า
ในทุกกระบวนการก็มี
Software
หรือเครื่องมือ
ช่วยในการจัดการทั้งสิ้นและคุณสมบัติมากน้อยก็แตกต่าง
เราคงต้องอาศัยกระบวนการในส่วน
Service Support และ Service Delivery
ช่วยในการตัดสินใจว่า
เครื่องมือใดจะเหมาะสมกับ
ความต้องการของธุรกิจท่านมากที่สุด
วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ
คณิษฎ์
คล้ายอุดม
|